วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

รัฐเตรียมขับเคลื่อนเต็มสูบรื้อค่ารักษา ดึงระบบประกันสวมแทนสวัสดิการขรก.


กรมบัญชีกลางมั่นใจผลศึกษานำระบบประกันมาดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนเสร็จทันตุลานี้ ยอมรับหวั่นกระทบสิทธิ์ข้าราชการ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ด้านสมาคมประกันฯเด้งรับเร่งขอข้อมูลปรึกษาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติก่อนสรุปเบี้ยประกันและความคุ้มครอง


นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กรมบัญชีกลางจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนกรณีว่าจ้างสมาคมประกันเข้ามาศึกษาเรื่องค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตามคำสั่งของ รมว.คลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเงินงบประมาณของรัฐบาล ทั้งนี้ ในแต่ละปีงบประมาณ กรมบัญชีกลางประสบปัญหาการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว มียอดการเบิกจ่ายทะลุ 60,000 ล้านบาทมาตั้งแต่ปี 56 โดยมียอดการเบิกจ่ายจริง 62,000 ล้านบาท งบประมาณปี 57 เบิกจ่ายจริง 64,000 ล้านบาท งบประมาณปี 58 เบิกจ่ายจริง 66,000 ล้านบาท และคาดว่างบประมาณปี 59 จะมียอดการเบิกจ่ายจริงสูงถึง 68,000 ล้านบาท


นายมนัสกล่าวว่า ปัจจุบันมีข้าราชการได้รับสิทธิ์รักษาพยาบาล 2 ล้านคน และเมื่อนับรวมบุคคลในครอบครัวแล้ว เช่น พ่อ แม่ สามีหรือภรรยาและบุตรแล้ว จำนวนผู้มีสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ผู้รับสิทธิ์ไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือลดลงมานานหลายปีแล้ว แต่สาเหตุที่ยอดการเบิกจ่ายมีเพิ่มขึ้นเพราะ 
1.คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น 
2.ประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดีขึ้นและ 
3.คนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น 

การใช้ระบบประกันสุขภาพมาดูแลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะระบบประกัน
มีอุปกรณ์ ระบบการตรวจสอบโรค การพิจารณาค่ารักษาและการคิดค่ายาดีกว่าของราชการมาก ทำให้เชื่อมั่นว่าจะประหยัดเงินงบประมาณได้ ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้กรมบัญชีกลางสามารถควบคุมการเบิกจ่ายรักษาพยาบาลไม่ให้เกินงบปีละ 60,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


นายมนัสกล่าวต่อว่า กรมบัญชีกลางต้องการคุมการเบิกจ่ายงบค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เกินปีละ 60,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะสมาคมประกันต้องไปวิเคราะห์ตัวเลขหรือหาสถิติของการรักษาพยาบาลของข้าราชการในอดีต เพื่อประเมินตัวเลขที่แท้จริงออกมาให้ได้ก่อน หลังจากนั้นถึงจะหาข้อสรุป เพื่อรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป 
ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางหารือเรื่องค่ารักษาพยาบาลข้าราชการมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 รอบแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อสรุป เพราะเกรงว่าการนำระบบประกันมาใช้จะมีผลกระทบต่อสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เจ็บป่วยในวัยทำงาน แต่จะเจ็บป่วยในวัยชรา โดยในช่วงของการทำงานจะยอมรับเงินเดือนน้อยๆ เพื่อหวังสวัสดิการด้านอื่นในวัยเกษียณมากกว่า


ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงแนวคิดกระทรวงการคลังต้องการนำระบบประกันเข้าใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลแก่ข้าราชการและครอบครัวแทนการจ่ายสวัสดิการของภาครัฐว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทยพร้อมที่จะเข้ามารับประกันโครงการนี้ และขณะนี้กำลังขอข้อมูลจากกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ สถิติการจ่ายสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว รวมถึงขอคำปรึกษาจากบริษัทประกันภัยจากต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการรับประกันสุขภาพขนาดใหญ่ เพื่อมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและคิดเบี้ยประกันที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอให้กระทรวงการคลังได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ ส่วนจะเริ่มใช้จริงได้เมื่อไรต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณา


อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ตั้งเงื่อนไขโครงการรับทำประกันสุขภาพแก่ข้าราชการและครอบครัวครั้งนี้ ต้องให้ได้รับการคุ้มครองไม่น้อยกว่าสวัสดิการเดิมที่ได้รับจากภาครัฐ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทประกันอาจนำสวัสดิการเดิมของภาครัฐมาเป็นมาตรฐานใช้ก่อนในช่วง 1-2 ปี หลังจากนั้นจึงค่อยปรับพัฒนาให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งโครงการนี้ต้องใช้ทุนประกันสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงมาก ปีละไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นโครงการที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งบริษัทประกันจากไทยคงไม่สามารถรับประกันเองได้หมด จึงอาจนำทุนและเบี้ยประกันไปส่งต่อกับให้กับบริษัทต่างประเทศด้วย.
กรมบัญชีกลาง ยัน ข้าราชการได้สิทธิเบิกค่ารักษาเหมือนเดิม แม้เปลี่ยนให้บริษัทประกันดูแล

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงแนวทางการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาข้าราชการว่า ยังอยู่ในขั้นตอนของการหารือกับสมาคมประกันภัย เพื่อให้บริษัทประกันภัยในไทยเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลวงเงิน 6 หมื่นล้านบาท แทนกรมบัญชีกลาง เพื่อให้การบริหารเงินและการเบิกค่ารักษาพยายามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และขอยืนยันว่าสิทธิต่างๆ ของข้าราชการและครอบครัวกว่า 6 ล้านคนยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ การเบิกยังสามารถเบิกตรงกับกรมบัญชีกลางได้

“ไม่อยากให้ข้าราชการกังวล หรือออกมาโจมตี ก่อนที่จะมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการออกมา ยังเป็นเพียงการพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการหรือไม่ ถ้าใช้ระบบประกันจะมีผลดีผลเสียอย่างไร ถ้าไม่ดี อาจจะไม่ใช้ก็ได้ จะพยายามสรุปให้ได้ภายในปีนี้ ถ้าจะใช้น่าจะเป็นช่วงปี 2560”


นายมนัสกล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมาการเบิกค่ารักษาพยาบาลข้าราชการยังมีรอยรั่ว มีการไปช้อปปิ้งยา หรือเวียนรับยามาจำนวนมากๆ แล้วนำไปแจกจ่ายให้ญาติ หรือนำไปขาย ทั้งนี้สามารถตรวจพบการทุจริตเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัวแล้ว 11 ราย ได้ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ราย อีก 9 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐาน

“ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี พบว่าถึงเดือนสิงหาคม 2559 มียอดเบิกจ่ายเงินแล้ว จำนวน 6.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2559 จะเบิกจ่ายประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้เมื่อ 3 ปีก่อนได้รับจัดสรรค่ารักษาพยาบาลไว้ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งค่ารักษาพยายามที่สูงขึ้นเนื่องจากมีคนสูงอายุมากขึ้น และกรมบัญชีกลางได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีแพทย์แผนไทย การเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต และการเบิกค่ารักษาทันตกรรม
แสดงความคิดเห็น