วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประกันชีวิต - ขอเพียงมีความเข้าใจ ก็ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว


สังคมไทยทุกวันนี้ เราจะเห็นว่ามีคนขยาดหวาดกลัวกับ "ประกันชีวิต" กันมากเหลือเกิน บางคนถึงขนาดว่าปิดหู ปิดตา ไม่อยากรู้เห็น ไม่อยากรับฟังใดๆทั้งสิ้น

คงต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการขายประกันชีวิตแบบหมกเม็ด บอกไม่หมด หลอกลวง ทั้งจากตัวแทนขายประกัน และในระยะหลังๆที่เราเจอกันมากก็คือ โดนพนักงานธนาคารหลอกขายประกัน

อันที่จริงแล้ว ประกันชีวิต ถือว่าเป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่ง และก็เป็นทางเลือกในการลงทุนชนิดหนึ่งได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ "ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์" ซึ่งจะว่าไปมันก็เหมือนกับเงินฝากนั่นล่ะ เพียงแต่ว่ามันมีเงื่อนไขอะไรต่างๆมากกว่าเท่านั้นเอง

จริงๆแล้ว ประกันชีวิตไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว หากคนอย่างเราๆพยายามทำความเข้าใจว่ามันคืออะไร มันมีประโยชน์อะไร ศึกษามันให้รู้จริง ท้ายที่สุด ก็จะไม่มีใครมาหลอกเราได้

เช่นเดียวกันกับในส่วนของตัวแทนขาย และพนักงานธนาคารที่มีหน้าที่ต้องขายให้ได้ตามยอดเพื่อ KPI ของตน ก็ควรจะมีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพให้มากเข้าไว้ ไม่ใช่มาหลอกให้คนซื้อด้วยการ "บอกไม่หมด" หรือพยายามใช้คำพูดให้ดูเหมือนว่ามันเป็นสินค้าอย่างอื่น ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันคือ "ประกันชีวิต"
ในส่วนของผู้ที่โดนหลอกขาย ท้ายที่สุดส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ เพราะมารู้ตัวอีกที่ ก็ล่วงเลยเวลาที่จะไปเรียกร้องอะไรได้ โดยเฉพาะการขายผ่านธนาคาร อันที่จริงผมแนะนำว่า ถ้าให้แฟร์ๆกันไปเลย ควรมีกล้องบันทึกภาพการเจรจาขายสินค้า หรือมีการอัดเสียงเพื่อจะสามารถนำไปยันกันในภายหลังได้ว่า ลูกค้าตัดสินใจซื้อเองจริงๆ หรือว่าพนักงานจงใจบิดเบือนข้อมูลให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น
บทความนี้ผมขอพูดสั้นๆเกี่ยวกับ "ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์" เพราะมองว่ามันเป็นทางเลือกของการออมเงินทางหนึ่ง ที่อยากให้นักลงทุนทั่วไปได้เข้าใจ

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า ประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ มันมี 2 อย่าง อยู่ในตัวมันเอง นั่นคือ
1. การประกันชีวิต และ
2. การสะสมทรัพย์

หมายความว่า หากเราซื้อกรมธรรม์ประเภทนี้ เราจะได้ 2 อย่างพร้อมกันเสมอ นั่นคือ กรมธรรม์ประกันชีวิต เผื่อเวลาเราตาย ก็จะได้รับสินไหมทดแทนจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ที่เราระบุไว้ / และได้ดอกเบี้ยจากการฝากเงิน

ส่วนที่เป็นส่วนเสริมให้กรมธรรม์ประกันประเภทนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นก็คือ มาตรการทางภาษีของภาครัฐ ที่ยอมให้นำเอาเบี้ยประกันที่จ่ายไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ซึ่งจะได้มากน้อยเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน และเราก็ต้องเลือกซื้อกรมธรรม์ที่มันเข้าเงื่อนไขที่จะใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย
เรามาเริ่มดูกันที่ ส่วนของ "การสะสมทรัพย์" ของกรมธรรม์ประเภทนี้่กันก่อน
ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการ "สะสมทรัพย์" ฉะนั้น เงินที่เราจ่ายไปเป็นค่าเบี้ยประกันแต่ละปี มันก็จะทำหน้าที่เสมือนเป็น "เงินฝาก" ไปด้วย คือเราจะได้ผลตอบแทนจากเงินที่เราจ่ายไป
แล้วมันเท่าไหร่กันล่ะ??

เวลาเราไปดูในใบโฆษณากรมธรรม์ที่อยู่ตามเคาน์เตอร์ธนาคาร บางคนถึงกับตาลุกวาว!!! อุเแม่เจ้า ได้รับผลตอบแทนกันที 100 กว่า% โห อะไรมันจะได้กันเป็นเท่าตัวขนาดนี้

เห็นเพียงเท่านั้น ก็วาดฝันไปถึงวันข้างหน้าว่าถ้าฉันจ่ายจนครบกำหนด ฉันก็จะรวยแล้วสิ ได้เงินคืนมารวมเป็นเท่าตัวเลย

ว่าแล้วก็รีบหยิบปากกาจรดลงไปบนกระดาษคำขอซื้อกรมธรรม์ ด้วยความกระหยิ่มว่า ฉันนี้ล่ะ สุดยอด เลือกการลงทุนที่ดีให้กับตัวเอง อีก 7 ปี อีก 10 เงินของฉันจะงอกเงยเป็นเท่าตัว
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นล่ะ "โง่" !!!!!

ถามจริงๆเถอะ มันจะเป็นไปได้หรือ ที่จ่ายเงินเป็นค่าเบี้ยแค่ไม่กี่ปี พอครบสัญญา เงินมันจะงอกเงยกันได้มากขนาดนั้น อย่างนี้คงไม่ใช่บริษัทประกันแล้วล่ะ ถ้าเป็นพ่อค้ายาเสพติดล่ะไม่ว่า

ตามความเป็นจริงเลยนะ ผลตอบแทนจากการสะสมทรัพย์ผ่านกรมธรรม์ประเภทนี้ อยู่แค่ราวๆ 1 - 2% เท่านั้นล่ะ โดยเฉลี่ย นี่หมายถึงรวมลูกเล่นทั้งหมดเช่น มีเงินคืนระหว่างทาง หรือไม่รับเงินคืนให้เอาไปลงทุนต่อ

หลักการก็คือ พอบริษัทประกันเขาเอาเงินค่าเบี้ยประกันของเราที่จ่ายไปแล้ว เขาจะเอาไปทำอะไรบ้าง
1. หักค่าเบี้ยประกันในส่วนคุ้มครองชีวิตออกไป
2. หักค่าคอมมิชชั่นที่ต้องให้แก่ตัวแทนออกไป
3. หักค่าใช้จ่ายต่างๆที่จำเป็นออกไป

เหลือเท่าไหร่ เขาจะเอาเงินตรงนั้นไป "ลงทุน" ส่วนใหญ่ก็ผ่านตลาดหุ้นบ้าง ผ่านตราสารทางการเงินเช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาลบ้าง ซึ่งเหล่านี้่ก็ให้ผลตอบแทนไม่ได้มากมายนัก แล้วเขาก็เอาผลตอบแทนที่ได้นี่ล่ะ มาคืนให้กับเรา

คือสรุปแล้ว ผลตอบแทนที่ได้น่ะ มันไม่ได้เยอะเลย อาจจะมากกว่าการฝากออมทรัพย์ แต่ก็จะใกล้เคียงกันกับการฝากประจำ หรืออาจจะมากกว่าหน่อย

แล้วทำไมในแผ่นพับโฆษณามันถึงเป็นตัวเลขผลตอบแทนสูงขนาดนั้นล่ะ
ก็ได้อ่านไอ้ตัวเล็กๆที่อยู่ต่อท้ายหรืออยู่ด้านล่างหรือเปล่าว่า ไอ้ที่ว่า 100% น่ะ มันเทียบกับอะไร เขาไม่ได้เทียบกับเงินที่คุณจ่ายไป แต่เขาเทียบกับ "ทุนประกัน"!!!!!
แล้วมันคืออะไร?? เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

แต่เอาเป็นว่า เข้าใจตรงกันนะว่า กรมธรรม์ประเภทนี้ ให้ผลตอบแทนไม่ได้แตกต่างกับเงินฝากประจำเท่าไหร่นัก และมีข้อแม้หนึ่งตรงที่ว่า

**** ถ้าตัดสินใจทำไปแล้ว แล้ววันหนึ่งไม่มีเงินส่งต่อ ต้องการเงินคืน ส่วนใหญ่มันจะ "ขาดทุน"*****
การหยุดจ่าย ยกเลิกกรมธรรม์ และเอาเงินคืนกลับมานั้น เราเรียกกันว่า "การเวนคืนกรมธรรม์" ซึ่งถ้าเราต้องการทำเช่นนี้ เราจะไม่ได้เงินที่ส่งไปทั้งหมดคืนนะ แต่เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า "มูลค่าเวนคืน" กลับมา
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ทุกครั้งที่คุณจ่ายเบี้ยประกันไป มันจะถูกเอาไปจ่ายเป็นส่วนๆตามที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้

เบี้ยประกันปีแรกสุด จะต้องถูกนำไปจ่ายค่าเบี้ยประกันในส่วนที่คุ้มครองชีวิต และจ่ายค่าคอมมิชชั่น ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เท่ากับว่าเงินที่เราจ่ายไป จะเหลือเป็นมูลค่าอยู่ในส่วนสะสมทรัพย์แค่น้อยนิด
ถ้าเราต้องการเวนคืน หรือขอยกเลิกกรมธรรม์ เราก็จะได้คืนแค่ไอ้ส่วนน้อยนิดที่เหลือนี่ล่ะ ดังนั้น ถ้าเราเวนคืนในปีแรก เราจะ "ขาดทุนย่อยยับ"

เบี้ยประกันปีที่ 2 จะถูกหักเป็นค่าคอมมิชชั่นแต่ค่อยๆน้อยลง เพราะตัวแทนจะได้รับคอมมิชชั่นน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้เงินที่เราจ่ายไป จะไปเพิ่มมูลค่าในส่วนสะสมทรัพย์มากขึ้น และจะเพิ่มขึ้นทุกปี (เพราะค่าใช้จ่ายน้อยลงทุกปี) และยิ่งนานไปก็จะมีดอกผลจากการลงทุนเพิ่มขึ้นมา

ทำให้มูลค่าเวนคืนจะค่อยๆเพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่กว่าจะให้คืนทุนในส่วนเงินที่จ่ายไปก็ต้องใช้เวลา "หลายปี"

ดังนั้น หากคิดทำกรมธรรม์ประเภทนี้ เราต้องแน่ใจว่า เราจะมีเงินส่งนะ เพราะหากเราไม่มีเงินส่งตั้งแต่ในช่วงแรกๆ เราจะหนีไม่พ้นการ "ขาดทุน" อย่างแน่นอน ส่วนที่ว่า มูลค่าเวนคืนจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปเมื่อไหร่ ขอดูตารางจากคนขายได้ เขามีบอกไว้หมด

พูดแล้วเหมือนมีแต่ข้อไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีให้เราได้ ในขณะที่สินค้าทางการเงินประเภทอื่นไม่มีก็คือ "การคุ้มครองชีวิต"

ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คนเราจะตายวันตายพรุ่งไม่มีใครรู้ การทำประกันชีวิตก็คือ การจ่ายเงินเพื่อประกันว่า หากเราเป็นอะไรไป ทายาทของเราจะได้รับเงินก้อนหนึ่งจากกรมธรรม์นี้เป็นค่าชดเชยการเสียชีวิตของเรา

ถามว่า ถ้าเราฝากประจำกับธนาคาร เราได้ตรงนี้ไหม ?? ไม่ได้
ถ้าเราเล่นหุ้น เราได้ส่วนนี้ไหม ?? ไม่ได้เช่นกัน
ถ้าเราซื้อหุ้นกู้ เราได้ตรงนี้ไหม ?? ไม่ได้
ถ้าเราเล่นทองคำ เราได้ตรงนี้่ไหม ?? ไม่ได้
ถ้าเราเล่นอัตราแลกเปลี่ยน เราได้ตรงนี้ไหม?? ก็ไม่ได้

เพราะมีเพียง "ประกันชีวิต" เท่านั้น ที่ให้ความคุ้มครองส่วนนี้กับเราได้
ดังนั้น เงินที่เราจ่ายไปในการซื้อ "กรมธรรม์ชีวิตแบบสะสมทรัพย์" แม้เราจะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็ตามแต่ แต่สิ่งที่เราได้เพิ่มเติมก็คือ "การคุ้มครองชีวิตเมื่อเราตาย"

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องรู้ไว้ว่า เงินที่เราจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันไปนั้น นอกจากจะให้ผลตอบแทน (แม้จะน้อยนิด) ก็ยังเป็นการซื้อความคุ้มครองชีวิตให้กับตัวเองด้วย

ฉะนั้น นักลงทุนคนใดก็ตามที่มองว่า ฉันไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องการคุ้มครองแบบนี้ จะทำไปก็เหมือนแช่งตัวเอง จะทำไปเพื่ออะไร?? คุณ "ไม่ควรซื้อประกันประเภทนี้" เว้นเสียแต่จะต้องการยอดไปลดหย่อนภาษี

แต่นักลงทุนคนใดที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของตัวเอง และต้องการการคุ้มครอง เขาก็ไม่ได้ให้คุณฟรีๆ คุณก็ต้องจ่ายเงินเป็นการซื้อความคุ้มครองนี้ โดยเงินที่จ่ายก็จะรวมอยู่ในเบี้ยประกันที่จ่ายไปนั่นเอง
จำนวนเงินที่เขาจะคุ้มครองให้คุณ เขาเรียกว่า "ทุนประกัน" ซึ่งถ้าเอามาเทียบกับเงินเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายไปทั้งหมด มันน้อยกว่ามาก

ทุนประกัน 200000 บาท หมายความว่า ถ้าคุณตาย เขาจะจ่ายให้คุณ 200000 บาท (แต่อาจนำไปเปรียบเทียบกับมูลค่าเวนคืน หากมูลค่าเวนคืนสูงกว่าจะได้รับมูลค่าเวนคืน) เขาไม่ได้คืนเงินตามเบี้ยที่จ่ายไปนะ

และในใบโฆษณานั่นเอง ที่มักนิยมเขียนผลตอบแทนเมื่อเทียบกับ "ทุนประกัน" ซึ่งโดยทั่วไปในกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์นี้ ทุนประกัน มันจะต่ำกว่าเงินเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมดค่อนข้างมาก
การเล่นคำโดยให้ตัวเลขเงินคืนเมื่อสิ้นกรมธรรม์มาเทียบกับ "ทุนประกัน" จึงทำให้กรมธรรม์มันดูดึงดูด คนเห็นแล้วตาโต น่าซื้อ ก็เท่านั้น

ดังนั้น เวลามองอะไร ผมอยากให้เรามองให้รอบด้าน จริงอยู่ หากไม่มีมาตรการทางด้านภาษีเข้ามาสนับสนุน กรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์แทบจะเรียกได้ว่า ให้ผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากๆ เมื่อเทียกับการลงทุนประเภทอื่น

แต่เราก็จะได้รับการคุ้มครองชีวิตพ่วงติดมาด้วย
คนบางคนอาจมองว่า ถ้ากรมธรรม์ชนิดนี่ให้ผลตอบแทนแค่นี้ จะซื้อไปทำไม?? เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นเองได้ผลตอบแทนมากกว่านี้หลายต่อหลายเท่า แต่ว่าเราอยากได้การคุ้มครองชีวิตล่ะ จะทำอย่างไร
ผมแนะนำว่า ถ้าตัดจุดเด่นด้านมาตรการภาษีออกไปนะครับ

คุณต้องการการคุ้มครองทุนประกันเท่าไหร่ ระยะเวลากี่ปี คุณโทรเข้าไปถามบริษัทประกันว่า คุณต้องการซื้อประกันชีวิตประเภท term insurance โดยกำหนดระยะเวลาตามที่คุณต้องการ และทุนประกันเท่าที่คุณต้องการ เขาจะบอกค่าเบี้ยมาให้ แล้วคุณก็จ่ายไป

มันจะเป็นเงินกินเปล่าที่คุณซื้อการคุ้มครองชีวิตให้กับตัวเองในวงเงินที่กำหนด เท่านี้คุณก็จะได้การคุ้มครองชีวิตแบบที่คุณต้องการ โดยคุณไม่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเบี้ยแพงๆให้เขาเอาไปแบ่งให้ตัวแทนขาย แล้วคุณเอาเงินตรงนั้นมาลงทุนเอง จะเล่นทอง เล่นหุ้น เล่นอะไรก็ได้
เห็นไหมว่า มันไม่มีความแตกต่างกันเลย

มันจึงเป็นเหตุว่า หากไม่มีมาตรการด้านภาษีมาช่วย กรมธรรม์ประเภทนี้ แทบไม่ได้มีความน่าสนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ต่างกับการที่เราควักเงินก้อนหนึ่งซื้อประกันชีวิตแบบกินเปล่า และเอาเงินส่วนที่เหลือไปฝากประจำ!!!!!

ขอบคุณสาระน่ารู้จาก Wattana Stock Page
แสดงความคิดเห็น